Wednesday, December 6, 2006

HSPDA

HSPDA (High Speed Downlink Packet Access)



รูปแสดงความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย HSPDA เปรียบเทียบกับมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ชนิดอื่น

จากรูปแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยี HSDPA กับความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลขนาดเล็ก เช่น ไฟล์รูปภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลภายในตัวเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เอง ไปจนถึงการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่เช่น Video Clip หรือไฟล์ข้อมูลจากโปรแกรม Microsoft Office ต่าง ๆ โดยการเปรียบเทียบนั้นทำบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงเมื่อคิดว่าเครือข่าย HSDPA ซึ่งรองรับการส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็ว 14 เมกะบิตต่อวินาทีนั้น เมื่อคิดคำนวณเป็นค่าความเร็วเฉลี่ยที่ผู้ใช้บริการรายหนึ่งพึงใช้ได้ในกรณีที่มีผู้ใช้งานพร้อม ๆ กันหลายคน ก็น่าจะได้ความเร็วที่ประมาณ 2 เมกะบิตต่อวินาทีในมุมมองของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ W-CDMA การเปิดให้บริการ BWA โดยพัฒนาเครือข่ายของตนให้รองรับเทคโนโลยี HSDPA เป็นเรื่องที่ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำมาก เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ Node B แต่อย่างใด การพัฒนาเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนซอฟท์แวร์ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ Node B เท่านั้น

เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่นับเป็นวิวัฒนาการขั้นถัดมาจากเครือข่าย W-CDMA อันเป็นมาตรฐาน 3G จากค่ายยุโรป ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่าเทคโนโลยี cdma2000 ซึ่งเป็นมาตรฐาน 3G จากค่ายสหรัฐอเมริกา เป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลของมาตรฐาน W-CDMA มาตรฐานนั้นถูกจำกัดอยู่ที่ 384 กิโลบิตต่อวินาที องค์กร 3GPP (Third Generation Partnership Program) ซึ่งเป็นผู้วางข้อกำหนดมาตรฐานของเครือข่าย W-CDMA จึงกำหนดให้มีการพัฒนารูปแบบการรับส่งข้อมูลทางคลื่นวิทยุของอุปกรณ์สถานีฐาน W-CDMA ซึ่งมีชื่อเรียกสถานีฐานนั้นว่า Node B ด้วยการนำเทคโนโลยีการมอดูเลตสัญญาณ และการเข้ารหัสข้อมูลแบบใหม่ เพื่อช่วยทำให้อัตราเร็วในการส่งข้อมูลจาก Node B มายังเครื่องลูกข่ายสื่อสารไร้สาย เพิ่มขึ้นเป็น 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่การส่งข้อมูลกลับจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายไปยัง Node B ยังคงใช้อัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งว่าเพียงพอและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้บริการสื่อสารข้อมูลแบบบรอดแบนด์ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีการดาวน์โหลดข้อมูลจากเครือข่ายมากกว่าการส่งข้อมูลย้อนกลับไป อย่างไรก็ตาม ภายใน พ.ศ. 2550 เครือข่าย W-CDMA ที่มีการเปิดใช้เทคโนโลยี HSDPA นี้ ก็จะมีการพัฒนาต่อไปเป็นเครือข่ายแบบ HSUPA (High Speed Uplink Packet Access) ซึ่งมีผลทำให้อัตราเร็วในการรับและส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและ Node B มีค่า 14 กิโลบิตต่อวินาทีเท่ากัน
เทคโนโลยี HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่นับเป็นวิวัฒนาการขั้นถัดมาจากเครือข่าย W-CDMA อันเป็นมาตรฐาน 3G จากค่ายยุโรป ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่าเทคโนโลยี cdma2000 ซึ่งเป็นมาตรฐาน 3G จากค่ายสหรัฐอเมริกา เป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลของมาตรฐาน W-CDMA มาตรฐานนั้นถูกจำกัดอยู่ที่ 384 กิโลบิตต่อวินาที องค์กร 3GPP (Third Generation Partnership Program) ซึ่งเป็นผู้วางข้อกำหนดมาตรฐานของเครือข่าย W-CDMA จึงกำหนดให้มีการพัฒนารูปแบบการรับส่งข้อมูลทางคลื่นวิทยุของอุปกรณ์สถานีฐาน W-CDMA ซึ่งมีชื่อเรียกสถานีฐานนั้นว่า Node B ด้วยการนำเทคโนโลยีการมอดูเลตสัญญาณ และการเข้ารหัสข้อมูลแบบใหม่ เพื่อช่วยทำให้อัตราเร็วในการส่งข้อมูลจาก Node B มายังเครื่องลูกข่ายสื่อสารไร้สาย เพิ่มขึ้นเป็น 14 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่การส่งข้อมูลกลับจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายไปยัง Node B ยังคงใช้อัตราเร็ว 384 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งว่าเพียงพอและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้บริการสื่อสารข้อมูลแบบบรอดแบนด์ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีการดาวน์โหลดข้อมูลจากเครือข่ายมากกว่าการส่งข้อมูลย้อนกลับไป อย่างไรก็ตาม ภายใน พ.ศ. 2550 เครือข่าย W-CDMA ที่มีการเปิดใช้เทคโนโลยี HSDPA นี้ ก็จะมีการพัฒนาต่อไปเป็นเครือข่ายแบบ HSUPA (High Speed Uplink Packet Access) ซึ่งมีผลทำให้อัตราเร็วในการรับและส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและ Node B มีค่า 14 กิโลบิตต่อวินาทีเท่ากัน

รูปแบบบริการ BWA ที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับ WiMAX มาตรฐาน IEEE802.16e





















สำหรับผู้ให้บริการที่คิดเปิดบริการ BWA ในลักษณะใช้งานประจำที่ ก็อาจพิจารณาเลือกลงทุนสร้างเครือข่าย WiMAX ซึ่งมีรูปแบบการลงทุนไม่แตกต่างจากการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด คือสร้างสถานีฐานเพื่อครอบคลุมพื้นที่ให้บริการที่ต้องการ การเน้นกลุ่มผู้ใช้งานประจำที่ซึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน จะช่วยทำให้การลงทุนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถเลือกกำหนดได้ว่าจะสร้างสถานีฐาน WiMAX ไว้เฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ใช้บริการอยู่เท่านั้น การสร้างสถานีฐานเพื่อให้ได้พื้นที่ครอบคลุมไปทั่วในลักษณะเดียวกับการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่น 3G หรือ HSDPA นั้นไม่เหมาะกับการให้บริการ WiMAX โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาตรฐาน IEEE802.16d ที่ไม่สนับสนุนการใช้งานขณะเคลื่อนที่ รูปแบบการใช้งานของผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นการต่อเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารแบบประจำที่เข้ากับกล่อง CPE ที่จะคอบรับส่งสัญญาณกับสถานีฐาน WiMAX หรือมิฉะนั้นก็เป็นการเปิดให้บริการ WiMAX ในพื้นที่สาธารณะ (Hot Zone) ที่คาดว่าจะมีผู้พกพาอุปกรณ์สื่อสารประเภทคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือ PDA ที่ติดตั้งอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ WiMAX ไปใช้งาน ดังเช่น ในร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือศูนย์การค้าต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ต้องมีการประชาสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจนว่าใช้งานได้เฉพาะเมื่อไม่มีการเคลื่อนที่เท่านั้น